วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ส่งงานครั้งที่ 7-1

โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา คอนโดสุดเก๋ Ideo MOBI

 
โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา


          หากใครที่กำลัง มองหาคอนโดดี ๆ สักแห่งในกรุงเทพฯ เชื่อว่าหนึ่งในตัวเลือกดังกล่าวคงจะหนีไม่พ้น คอนโดสุดเก๋ Ideo MOBI ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกรุงได้อย่างลงตัว ทั้งโลเคชั่นที่ติดกับรถไฟฟ้า สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย หรือแม้แต่ความโมเดิร์นของคอนโดที่สามารถพับเก็บส่วนต่าง ๆ ให้สามารถใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเบื้องหลัง ความสำเร็จของ คอนโด Ideo MOBI นี้ คงจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา 

       ซึ่งความฝันสูงสุดของ โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา ก็คือ สามารถเนรมิตโครงการของเขาให้เกิดขึ้นทุกจุดที่มีสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน และจากความสำเร็จของเขา ทำให้สื่อแขนงต่าง ๆ ล้วนกล่าวขานถึงไม่ขาดสายนั้น พิธีกรวู้ดดี้จึงไม่รอช้าเชิญ โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา มาพูดคุยเปิดเผยเรื่องราวในชีวิตผ่านรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย เมื่อคืนวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งชีวิตของผู้ชายคนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเท่านั้น แต่เขายังสามารถบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมได้อย่างลงตัว พร้อมกับเปิดมุมมองความคิดใหม่ ๆ ที่เชื่อว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมได้ฟังกันค่ะ



          เพียงแค่เริ่มต้นรายการที่ทั้งพิธีกรวู้ดดี้ และ ชานนท์ เรืองกฤตยา ต้องเผชิญกับปัญหาอันน่าเบื่อหน่ายของคนกรุงเทพฯ นั่นคือ การจราจรที่แสนจะติดขัดในเมืองหลวง จนพิธีกรวู้ดดี้เกิดคำถามว่าถ้าเลือกได้คุณอยากซื้อบ้านอยู่ใจกลางเมืองหรือ ชานเมือง โดย โก้ ชานนท์ กล่าวว่า เขาคิดว่าก็ต้องดูว่าไลฟ์สไตล์อยู่ในช่วงไหนของชีวิต ซึ่งคนในเจเนอเรชั่นใหม่ ๆ อยากจะใช้ชีวิตให้ทันเวลา สามารถควบคุมเวลาได้ และต้องมีประสิทธิภาพการทำงานสูง


          ทั้งนี้ ชานนท์ เรืองกฤตยา ยังกล่าวอีกว่า จาก การสำรวจข้อมูลไลฟ์สไตล์ของคนในกรุงเทพฯ เราจะเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่ประสบปัญหาไม่มีเวลาพอในการใช้ชีวิต ซึ่งเวลาก็มักจะหมดไปกับการเดินทาง อีกทั้งยังต้องเจอปัญหาการจราจรติดขัดอีก ในฐานะนักพัฒนาเขาคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเมืองสามารถใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า มากขึ้น ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาของเขาก็คือ ปั่นจักรยานพับได้ซึ่งเก็บไว้ที่หลังรถ แล้วหิ้วขึ้นบีทีเอสไปทำงานแทน จากนั้นค่อยนัดแนะกับรถว่าจะไปเจอกันที่ไหน ซึ่งงานนี้ พิธีกรวู้ดดี้ก็ดูตื่นเต้นไม่น้อย และไม่รอช้าชวน โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา มาปั่นจักรยานลิ้มลองประสบการณ์ครั้งใหม่ร่วมกัน



          หลังจากนั้นเมื่อทั้งคู่ได้แวะพักผ่อนพูดคุยกันต่อที่ร้านส้มตำนัว สยามสแควร์ ซึ่ง โก้ ชานนท์ มักจะมาสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในย่านนี้อยู่บ่อยครั้ง  เมื่อ วู้ดดี้ ถามว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของ โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา ประสบความสำเร็จจนมาถึงทุกวันนี้คืออะไร นักธุรกิจหนุ่ม เปิดเผยว่า หลังจากที่เรียนจบปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษกลับมา ที่ บ้านก็ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งเขาก็ต้องช่วยปรับโครงสร้างหนี้ที่บ้านเป็นเวลาถึง 3 ปี เพราะขณะนั้นธนาคารต่างก็ใกล้ล้มเต็มที ในขณะที่ธุรกิจอย่างเขาก็ต้องพึ่งการกู้ยืมเงินจากธนาคารมาดำเนินการโครงการต่าง ๆ ซึ่งตอนนั้น โก้ ชานนท์ ได้สร้างเครดิตให้ตัวเองกับธนาคารโดยเคลียร์ภาระหนี้สินต่าง ๆ จนหมด 

          โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา เล่าต่อไปว่า จน กระทั่งสถานการณ์ทางการเงินเริ่มดีขึ้น เขาก็เริ่มโครงการสร้างคอนโดครั้งแรกตอนอายุ 27 ปี โดยไปกู้เงินธนาคาร เสนอแผนการตลาด ไฟแนนซ์เองทั้งหมด ซึ่งตอนแรกผู้ใหญ่ก็ไม่มั่นใจในตัว เขาสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ โดยขณะที่ทำโครงการดังกล่าว เขาก็เรียนรู้ประสบการณ์ไปในตัวด้วย ซึ่งสิ่งที่เรียนรู้เกือบทุกอย่างเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในตำราเรียน เพราะเขาเรียนจบเศรษฐศาสตร์การเงินมา ในขณะที่การทำธุรกิจต้องใช้ความรู้ ด้านการบริหาร และด้านการตลาด ซึ่งเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องดังกล่าวเลย แต่เขาก็พอจะรู้ถึงลักษณะความต้องการของตลาดเป็นอย่างไร รวมถึงการสร้างความแตกต่างเพื่อให้คนสนใจ 

          หลังจากนั้น ทั้งวู้ดดี้ และ โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา ได้แวะเข้าไปชม Mix 103 หนึ่งในผลงานที่ โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา ได้เนรมิตขึ้นมา ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ สกายบริดจ์ หรือ สกายวอล์ค ที่เชื่อมระหว่าง 2 ตึกเข้าด้วยกัน ซึ่ง โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา กล่าวว่า เขาได้พยายามหาเอกลักษณ์ของทุกตึก ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่จะเอาความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ มาเนรมิตให้เมืองดูสวยขึ้น โดยตั้งแต่เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะสร้างคอนโดแบบนี้ได้จำนวนมากขนาดนี้ เขาเพียงแค่มีทัศนคติและปรัชญาว่า ตื่นมาทุกวัน เราทำในสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อนักลงทุนพอใจกับผลงานก็พร้อมที่จะให้ทุนสนับสนุนเราต่อไป ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนในที่สุดเขาก็มาถึงจุดนี้ได้
               เมื่อถามว่า โก้ ชานนท์ เป็นทั้งนักธุรกิจหมื่นล้าน นักสังคมปาร์ตี้ ไฮโซสุดฮอต นักแข่งรถ ฯลฯ สามารถทำได้อย่างไรนั้น โก้ ชานนท์ กล่าวทันทีว่า ด้วยความที่เขาอาจจะเป็นคนไฮเปอร์ (มั้ง) คือทำได้ทุกอย่างก็จริง แต่เขาจะต้องพักผ่อนให้เต็มที่ เวลาไปปาร์ตี้ เขาก็จะกลับบ้านมานอนคนแรก
            ส่วนกระแสข่าวที่มองว่า โก้ ชานนท์ เป็นเพลย์บอยนั้น เจ้าตัวปฏิเสธว่า เรื่องดังกล่าวไม่จริงแน่นอน เพียงแต่เขามีเพื่อนเป็นคนในวงการเยอะเท่านั้น คนจึงมองว่าเป็นเพลย์บอย แต่ทุกวันนี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้วเพราะแต่งงาน มีลูกแล้ว ซึ่งเขาก็ต้องทำหน้าที่พ่อบ้านให้เต็มที่ด้วยเช่นกัน  

          และสำหรับการจัดสรรแบ่งเวลาให้ลงตัวได้อย่างไรนั้น โก้ ชานนท์ กล่าวว่า การแบ่งเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำก็คือ เรียงความสำคัญ ทั้งจุดมุ่งหมาย หน้าที่ และบทบาททั้งในเรื่องการทำงาน ชีวิตครอบครัว และเรื่องส่วนตัว 

             เมื่อถามว่ารู้สึกอึดอัดใจบ้างหรือไม่ที่สื่อหลาย ๆ แขนงมักจะกล่าวถึง โก้ ชานนท์ ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา โก้ ชานนท์ ปฏิเสธว่า เขา ไม่ได้สนใจเพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่นอกจิตใจ และเขามีจุดมุ่งหมายในชีวิต โดยพยายามทำในวิชาชีพให้ดีที่สุด มีการพิจารณาตัวเองอยู่เสมอ ว่าจะพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นในทุก ๆ วันได้อย่างไร
               ตอนที่ลงทุนในโครงการคอนโดที่ผุดขึ้นมาตามสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นครั้งแรกนั้น อยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนรัฐบาลหลังจากรัฐประหาร ช่วงนั้น โก้ ชานนท์ ได้ระดมทุนจากต่างประเทศมาแล้ว 100 ล้านยูโร แต่เพื่อเป็นการลดปัญหาความแออัดในกรุงเทพฯ เขาจึงตัดสินใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นคอนโดที่ติดกับรถไฟฟ้า เพราะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

          เมื่อพิธีกรถามว่าประสบความสำเร็จขนาดนี้เคยมีผิดพลาดบ้างหรือไม่ โก้ ชานนท์ ตอบทันทีว่า ที่ผ่านมาเขามีบทเรียนเข้ามาในชีวิตค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เพราะการลงทุนต้องมองให้เป็นกลางมากที่สุดและเป้าหมายที่ชัดเจน แต่เขาอาจจะทำไปเพราะความชอบส่วนตัว แต่สังคมอาจจะไม่ได้ชอบตาม จึงอาจจะทำให้มีผิดพลาด ซึ่งเขาก็พยายามเรียนรู้ และนำมาเป็นบทเรียนในการบริหารและจัดการต่อไป

          สุดท้ายเมื่อถามถึงเคล็ดลับความประสบความสำเร็จในชีวิตควรทำอย่างไร โก้ ชานนท์  ตอบว่า ต้องรู้จุดยืนของตัวเองให้ชัดเจนก่อน มีสมาธิและจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อที่จะไปยังจุดมุ่งหมายของตัวเองให้ได้ …  นี่คืออีกหนึ่งมุมมอง และไลฟ์สไตล์ชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา นักธุรกิจหมื่นล้าน กับการบริหารงาน และชีวิตให้ลงตัว
 
 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ DuangAesthetic สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม , รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

 

ส่งงานครั้งที่ 7-2

 

Green Ocean 

กลยุทธ์ Green Ocean แบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ เรื่องของ “ระบบ” ที่กำกับดูแลด้วยธรรมาภิบาลสีเขียว (Green Governance) และเรื่องของ “คน” ที่ปลูกสร้างด้วยอุปนิสัยสีเขียว (Green Habits)

สำหรับ เรื่องธรรมาภิบาลสีเขียว สามารถที่จะจำแนกออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (Resource Efficiency) ภาระรับผิดชอบในกระบวนการ (Process Accountability) และประสิทธิผลในตัวผลิตภัณฑ์ (Product Effectiveness)

Green Ocean Strategy แบ่งได้เป็น 2 ส่วนได้แก่ ระบบ และคน

ใน ส่วนของ "ระบบ" นั้น จัดให้มีธรรมาภิบาล (Green Governance) คอยกำกับดูแล ด้วยกัน 3 หมวด ได้แก่ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (Resource Efficiency) ภาระรับผิดชอบในกระบวนการผลิต (Process Accountability) และประสิทธิผลในผลิตภัณฑ์ (Product Effectiveness) ธรรมาภิบาลจึงช่วยดูแลตลอดสายการผลิต ตั้งแต่ เริ่มจากคำนึงถึงการใช้วัตถุดิบหรือทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การเลือกใช้วัตถุดิบที่อยู่ในท้องถิ่นใกล้เคียงก่อน เป็นต้น มีการบันทึกข้อมูลเพื่อทำให้สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสในความใส่ใจต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อม  จนกระทั่งเป็น ผลิตภัณฑ์ในวิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน ใน ส่วนของ "คน" เป็นเรื่องของการสร้างนิสัย (Green Habits)   7 ประการ นั่นก็คือ 1. Reduce, 2.Reuse, 3. Recycle ซึ่งสามข้อแรกนี้ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคุ้นเคย กันดีอยู่แล้ว บวกเข้ากับอีกสี่ข้อคือ 4. Rethink 5. Recondition 6. Refuse และ 7.Return เรื่องราวต่างๆล้วนต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาทัศนคติ และ จิตสำนึกของคนเสียก่อน ขณะที่ Recondition หมายถึงการนำสิ่งของที่มีอยู่แล้วมาปรับสภาพใหม่ เช่น เครื่องจักรกลแทนที่จะซื้อเครื่องใหม่ ก็แค่เปลี่ยนชิ้นส่วนแล้วก็ใช้ได้ใหม่เหมือนเดิม, Refuse คือการปฏิเสธการใช้วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายเมื่อได้รับประโยชน์ให้กับธุรกิจแล้วควรจะตอบแทนกลับธรรมชาติด้วย การบำรุงรักษา อาทิ การปลูกป่า เป็นต้น

 เช่น

ไทยพัฒน์ จับมือ เอ็นบีซี เปิดคอนเซ็ปต์ กรีน โอเชี่ยน

หนุนธุรกิจไทยโตยั่งยืนบนน่านน้ำสีเขียว

สถาบัน ไทยพัฒน์ จับมือ เอ็นบีซี เปิดคอนเซ็ปต์ กรีน โอเชี่ยน (Green Ocean Strategy) หนุนธุรกิจไทย เติบโต อย่างยั่งยืน บนน่านน้ำสีเขียว ก้าวทันเทรนด์ใหม่ผู้บริโภค เรียกร้องธุรกิจต้องดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม ขณะที่ เอ็นบีซี ประเดิม CSR เฟสแรก ชวนคนไทยร่วมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (5 ต.ค.) สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศความร่วมมือ กับ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นบีซี (NBC) เพื่อเปิดคอนเซ็ปต์กลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว (Green Ocean Strategy) ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวด ล้อม

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ส่งงานครั้งที่ 4 การกำหนดกลยุทธ์

กำหนดกลยุทธ์ 

               1. กลยุทธ์สร้างพันธมิตร
นำเอาจุดแข็งมาบวกกับอุปสรรคที่เป็นปัจจัยภายนอก แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อทำการสร้างพันธมิตร
ตัวอย่าง
   บริษัทสามารถเทเลคอมมีการร่วมทุนในการเเชร์ข้อมูลกับบริษัทดีเท  
2. กลยุทธ์พัฒนาภายใน
การพัฒนาภายในเพื่อไปหาโอกาสข้างหน้า โดยการนำ จุดอ่อนบวกเข้ากับโอกาส
ตัวอย่าง
 มีการจัดอบรมเเละให้ความรู้กับพนักงานในบริษัท

3.กลยุทธ์รุกไปข้างหน้า    
การมองที่จุดแข็งของเรา และจุดแข็งในเรื่องนั้นๆ มีโอกาสที่ดีในอนาคต เราจะต้องทำการรุก ซึ่งก็คือ  การรุกไปข้างหน้า  เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีและคุ้มค่ากว่า
ตัวอย่าง
  การกำหนดกลยุทธ์ในการที่จะพัฒนาบริษัทไปในทิศทางที่ดีในอนาคต

                4. กลยุทธ์ปรับเปลี่ยน
การปรับเปลี่ยนแนวคิด หรือบางสิ่งบางอย่างที่มันไม เกิดผล มีจุดอ่อน และมีอุปสรรคมาก
    ตัวอย่าง
  มีการกำหนดกลยุทธ์ เเนวทางในการปรับเปลี่ยเเนวทางหรือการบริหารงานของบริษัท
         

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ส่งงานครั้งที่ 3 วิสัยทัศน์ 10 บริษัทที่เกี่ยวกับไอทีและวิสัยทัศน์ที่ชอบพร้อมเหตุผล

  วิสัยทัศน์ 10 บริษัทที่เกี่ยวกับไอทีและวิสัยทัศน์ที่ชอบพร้อมเหตุผล

1. Global Computer Network
วิสัยทัศน์ ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร

 2. TOT
     วิสัยทัศน์ "มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมแห่ง ชาติ ที่สนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าและสาธารณชนอย่างใกล้ชิดทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม"
3. CTC
     วิสัยทัศน์ เป็นองค์กรของไทยที่เป็นผู้ นำทางด้านการให้บริการ IT Service Solution ในประเทศไทยโดยไม่ขึ้นกับตราผลิตภัณฑ์สินค้า และมุ่งเน้นในความสำเร็จของลูกค้า คุณภาพการบริการที่เป็นเลิศ ความเป็นหนึ่งเดียวของทีมงาน และความสามารถในระดับสากล
4.SAMART
  วิสัยทัศน์ “สามารถ” มุ่งมั่นนำเสนอสินค้าและบริการทางด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไกล เพื่อนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

5. Microsoft

 วิสัยทัศน์  เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์สำหรับทุกสำนักงาน และทุกบ้านที่ใช้ซอฟท์แวร์เป็นเครื่องมือ 

 6. svoa
     วิสัยทัศน์  พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ ด้วยรูปแบบสินค้าและการบริการด้านไอทีที่หลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคได้ทุกระดับตั้งแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จนถึงระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ระดับองค์กร ครบถ้วนทุกข้อมูลเรื่องไอทีพร้อมให้คำปรึกษา และออกแบบโซลูชั่นใหม่ ๆ อย่างมืออาชีพ



7. cyberdict
 วิสัยทัศน์ ไซเบอร์ดิก จะเป็นอันดับหนึ่งทางด้านการจัดหาเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกสำหรับสังคม: นัก เรียน ครู อาจารย์ และบุคคลในสายงานต่างๆ เป้าหมายคือการมอบคุณค่าที่เหนือกว่าของผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลทางการศึกษาของลูกค้าของเรา
8.บริษัทคอมเชว่น
   วิสัยทัศน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำ ในด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีนำสมัย ด้วยการบริการที่เป็นเลิศ โดยการบริหารจัดการจากทีมงาน ที่มีประสิทธิภาพ

9.  Apple
วิสัยทัศน์ Apple อยากจะผลิตสุดยอดคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูปแบบหนังสือที่สามารถถือไปไหนมาไหน ได้ และสามารถเรียนวิธีการใช้งานได้ภายใน 20 นาที นอกจากนั้น เครื่องนี้ยังเชื่อมต่อสัญญาณวิทยุได้ ทำให้ไม่ต้องไปต่อพ่วงสายให้เกะกะกับสิ่งอื่น และช่วยให้คุณติดต่อสื่อสารเข้ากับฐานข้อมูลและคอมพิวเตอร์ขนาดที่ใหญ่ขึ้น ไปอีกได้เลย”
10. บริษัท Microsoft
วิสัยทัศน์ เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์สำหรับทุกสำนักงาน และทุกบ้านที่ใช้ซอฟท์แวร์เป็นเครื่องมือ 



วิสัยทัศน์  TOT
     วิสัยทัศน์ "มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมแห่ง ชาติ ที่สนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าและสาธารณชนอย่างใกล้ชิดทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม"

เหตุผลที่ชอบคือ วิสัยทัศน์นี้  เป็นวิสัยทัศน์ที่ดีเเละสามารถเข้าถึงเเล้ะเข้าใจได้อย่าง้ายดาย เเละฟังดูเเล้วมันหญิ่งใหญ่ดีค่ะ 















    
     
        









วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ส่งงานครั้งที่ 2

              
     จากการทำ กิจกรรมในห้องเรียนและการวิเคราะห์ คิดว่าจุดอ่อนที่เป็นปัญหาใหญ่ของนักศึกษา IT คือ  ภาษาอังกฤษ  จึงได้คิด

โครงการ   IT ก้าวไกลสู่ความเป็นผู้นำใน อาเซียน




โครงการนี้จะสอนให้นักศึกษา IT เป็นผู้นำในด้านต่างๆ  เเละโครงการนี้จะเป็นโครงการผลัดดันให้เกิดเเรงบันดาลใจ ในการที่จะก้าวเป็นผุ้นำ ของนักศึกษา IT สู่อาเซียน
   
 

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ส่งงานครั้งที่ 1 SWOT

SWOT

                                 

SWOT คือ ชื่อของทฤษฎีหนึ่งทางด้านการตลาด ที่ใช้สำหรับวิเคราะห์สภาพโดยทั่วไปขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นในด้านจุดแข็ง จุดอ่อน สำหรับการวางแผนการดำเนินงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

โดยทฤษฎี SWOT ไม่ใช่เป็นเพียงคำ คำเดียว หากแต่มันคือตัวย่อของคำหลายคำ นำมาผสมรวมกันเป็น 1 ทฤษฎี ซึ่งความจริงแล้วมันย่อมากจากคำที่มีความหมาย 4 คำ ดังต่อไปนี้

1. Strengths (S) : จุดแข็ง จุดเด่น ขององค์กร
2. Weaknesses (W) : จุดอ่อน ข้อเสียเปรียบขององค์กร
3. Opportunities (O) : โอกาสในการดำเนินงานตามแผนงาน
4. Threats (T) : อุปสรรคที่อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินงาน



ประโยชน์ของการวิเคราะห์ SWOT
วิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้แต่ละอย่างจะช่วยให้เข้าใจได้ว่ามีอิทธิพลต่อผลการดำเนิน งานขององค์กรอย่างไร จุดแข็งขององค์กรจะเป็นความสามารถภายในที่ถูกใช้ประโยชน์เพื่อการบรรลุเป้า หมายในขณะที่จุดอ่อนขององค์กรจะเป็นคุณลักษณะภายใน ที่อาจจะทำลายผลการดำเนินงาน โอกาสทางสภาพแวดล้อมจะเป็นสถานการณ์ที่ให้โอกาสเพื่อการบรรลุเป้าหมายองค์กร ในทางกลับกันอุปสรรคทางสภาพแวดล้อมจะเป็นสถานการณ์ที่ขัดขวางการบรรลุเป้า หมายขององค์กร ผลจากการวิเคราะห์ SWOT นี้จะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิสัยทัศน์ การกำหนดกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาไปในทางที่เหมาะสม



ประเด็นที่สำคัญของการวิเคราะห์องค์กรด้วย SWOT
ในการวิเคราะห์องค์กรด้วย SWOT จะ ถูกแบ่งเป็นสภาพแวดล้อมขององค์กร 2 ด้าน คือ สภาพการณ์ภายในองค์กร และ สภาพการณ์ภายนอกขององค์กร หรือ อาจแบ่งตามลำดับสภาพการณ์ได้ดังนี้

สภาพการณ์ภายในองค์กร ได้แก่ จุดแข็ง จุดอ่อนขององค์กร (Strengths) และ จุดอ่อน หรือ ข้อเสียเปรียบขององค์กร (Weakesses)
สภาพการณ์ภายนอกขององค์กร ได้แก่ โอกาสในการดำเนินงาน (Opportuniities) และ อุปสรรคที่อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินงาน (Threats)



ขั้นตอน / วิธีการดำเนินการทำ SWOT Analysis
การวิเคราะห์ SWOT จะครอบคลุมขอบเขตของปัจจัยที่กว้างด้วยการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคขององค์กร ทำให้มีข้อมูล ในการกำหนดทิศทางหรือเป้าหมายที่จะถูกสร้างขึ้นมาบนจุดแข็งขององค์กร และแสวงหาประโยชน์จากโอกาสทางสภาพแวดล้อม และสามารถ กำหนดกลยุทธ์ที่มุ่งเอาชนะอุปสรรคทางสภาพแวดล้อมหรือลดจุดอ่อนขององค์กรให้ มีน้อยที่สุดได้ ภายใต้การวิเคราะห์ SWOT นั้น จะต้องวิเคราะห์ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก องค์กร โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. การประเมินสภาพแวดล้อมภายในองค์กร
การประเมินสภาพแวดล้อมภายในองค์กร จะเกี่ยวกับการวิเคราะห์และพิจารณาทรัพยากรและความสามารถภายในองค์กร ทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะระบุจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กรแหล่งที่มาเบื้องต้นของข้อมูล เพื่อการประเมินสภาพแวดล้อมภายใน คือระบบข้อมูลเพื่อ การบริหารที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบ ระเบียบ วิธีปฎิบัติงาน บรรยากาศในการทำงานและทรัพยากรในการบริหาร (คน เงิน วัสดุ การจัดการ) รวมถึงการพิจารณาผลการดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรเพื่อที่จะเข้าใจ สถานการณ์และผลกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ด้วย
- จุดแข็งขององค์กร (S-Strengths) เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้นเองว่า

ปัจจัยใดภายในองค์กรที่เป็นข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นขององค์กรที่องค์กรควรนำ มาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้ และควรดำรงไว้เพื่อการ เสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์กร
- จุดอ่อนขององค์กร (W-Weanesses) เป็นการวิเคราะห์ ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในจากมุมมอง ของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้น ๆ เองว่าปัจจัยภายในองค์กรที่เป็นจุดด้อย ข้อเสียเปรียบขององค์กรที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือขจัดให้หมดไป อันจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร

2. การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอก
ภายใต้การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรนั้น สามารถค้นหาโอกาสและอุปสรรคทางการดำเนินงานขององค์กรที่ได้รับผลกระทบจาก สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งในและระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ องค์กร เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นโยบาย การเงิน การงบประมาณ สภาพแวดล้อมทางสังคม เช่น ระดับการศึกษาและอัตรารู้หนังสือของประชาชน การตั้งถิ่นฐานและการอพยพของประชาชน ลักษณะชุมชน ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมทางการเมือง เช่น พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา มติคณะรัฐมนตรี และสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี หมายถึงกรรมวิธีใหม่ๆและพัฒนาการทางด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและให้บริการ
- โอกาสทางสภาพแวดล้อม (O-Opportunities) เป็นการวิเคราะห์ว่าปัจจัยภายนอกองค์กร ปัจจัยใดที่สามารถส่งผลกระทบประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินการขององค์กรในระดับมหาภาค และองค์กรสามารถฉกฉวยข้อดีเหล่านี้มาเสริมสร้างให้ หน่วยงานเข็มแข็งขึ้นได้
- อุปสรรคทางสภาพแวดล้อม (T-Threats) เป็นการวิเคราะห์ว่าปัจจัยภายนอกองค์กรปัจจัยใดที่สามารถส่งผลกระทบในระดับ มหภาคในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งองค์กรจำต้องหลีกเลี่ยง หรือปรับสภาพองค์กรให้มี ความแข็งแกร่งพร้อมที่จะเผชิญแรงกระทบดังกล่าวได้

3. ระบุสถานการณ์จากการประเมินสภาพแวดล้อม
เมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับ จุดแข็ง-จุดอ่อน โอกาส-อุปสรรค จากการวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกด้วยการประเมินสภาพ แวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว ให้นำจุดแข็ง-จุดอ่อนภายในมาเปรียบเทียบกับ โอกาส-อุปสรรค จากภายนอกเพื่อดูว่าองค์กร กำลังเผชิญสถานการณ์เช่นใดและภายใต้สถานการณ์ เช่นนั้น องค์กรควรจะทำอย่างไร โดยทั่วไป ในการวิเคราะห์ SWOT ดังกล่าวนี้ องค์กร จะอยู่ในสถานการณ์ 4 รูปแบบดังนี้
3.1 สถานการณ์ที่ 1 (จุดแข็ง-โอกาส) สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่พึ่งปรารถนาที่สุด เนื่องจากองค์กรค่อนข้างจะมีหลายอย่าง ดังนั้น ผู้บริหารขององค์กรควรกำหนดกลยุทธ์ในเชิงรุก (aggressive - stratagy) เพื่อดึงเอาจุดแข็งที่มีอยู่มาเสริมสร้างและปรับใช้และฉกฉวยโอกาสต่าง ๆ ที่เปิดมาหาประโยชน์อย่างเต็มที่
3.2 สถานการณ์ที่ 2 (จุดอ่อน-ภัยอุปสรรค) สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากองค์กรกำลังเผชิญอยู่กับอุปสรรคจากภายนอกและมีปัญหาจุดอ่อนภายใน หลายประการ ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือกลยุทธ์ การตั้งรับหรือป้องกันตัว (defensive strategy) เพื่อพยายามลดหรือหลบหลีกภัยอุปสรรค ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ตลอดจนหามาตรการที่จะทำให้องค์กรเกิดความสูญเสียที่น้อยที่สุด
3.3 สถานการณ์ที่ 3 (จุดอ่อน-โอกาส) สถานการณ์องค์กรมีโอกาสเป็นข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันอยู่หลายประการ แต่ติดขัดอยู่ตรงที่มีปัญหาอุปสรรคที่เป็นจุดอ่อนอยู่ หลายอย่างเช่นกัน ดังนั้น ทางออกคือกลยุทธ์การพลิกตัว (turnaround-oriented strategy) เพื่อจัดหรือแก้ไขจุดอ่อนภายในต่าง ๆ ให้ พร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสต่าง ๆ ที่เปิดให้
3.4 สถานการณ์ที่ 4 (จุดแข็ง-อุปสรรค) สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงาน แต่ตัวองค์กรมีข้อได้เปรียบที่เป็นจุดแข็งหลายประการ ดังนั้น แทนที่จะรอจนกระทั่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถที่จะเลือกกลยุทธ์การแตกตัว หรือขยายขอบข่ายกิจการ (diversification strategy) เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีสร้างโอกาสในระยะยาวด้านอื่น ๆ แทน

       ข้อพิจารณาในการวิเคราะห์ SWOT มีดังนี้ 

1. ควรวิเคราะห์แยกแยะควรทำอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ปัจจัยที่มีความสำคัญจริง ๆ เป็นสาเหตุหลัก ๆ ของปัญหาที่แท้จริง กล่าวคือ เป็นปัจจัยที่มีประโยชน์ในการนำไปกำหนดเป็นนโยบาย ตลอดจนสามารถนำไปกำหนดกลยุทธ์ ที่จะทำให้องค์การ/ชุมชนบรรลุเป้าหมายที่เป็นผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย (result) ได้จริง

2. การกำหนดปัจจัยต่าง ๆ ไม่ควรกำหนดของเขตของความหมายของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น จุดอ่อน (W) หรือ จุดแข็ง (S) หรือ โอกาส (O) หรือ อุปสรรค (T) ให้มีความหมายคาบเกี่ยวกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดสินใจ และชี้ชัดว่าปัจจัยที่กำหนดขึ้นมานั้นเป็นปัจจัยในกลุ่มใด ทั้งนี้เพราะปัจจัยที่อยู่ต่างกลุ่มกัน ก็ต้องสมควรที่จะนำไปกำหนดกลยุทธ์ที่ต่างกันออกไป

      ข้อดี – ข้อเสีย ของการทำ SWOT Analysis

  ข้อดี เทคนิคการวิเคราะห์ SWOT ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ทางธุรกิจและการบริหารเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากเป็นเทคนิคที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ให้ความสะดวกเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่นำ SWOT มาใช้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น
- การตัดสินใจเลือกเมื่อมีทางเลือกหลาย ๆ ทาง
- การกำหนดความสำคัญก่อนหลังของเหตุการณ์
- การบริหารความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิดขึ้น
- การวิเคราะห์และแก้ปัญหาในการดำเนินการ
- การวิเคราะห์โครงการเริ่มใหม่
- การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น
- การสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ฯลฯ

    ข้อเสีย ของการใช้ SWOT ก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์และความหลากหลายในการประยุกต์ใช้งาน เช่น
- โอกาสผิดพลาดเกิดจาก คุณภาพของข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์ ทักษะ ประสบการณ์ และความเข้าใจในความรู้พื้นฐานของเทคนิค SWOT ของผู้วิเคราะห์
- ต้องทบทวน SWOT เป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจสอบสภาพว่า เหตุการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ยังเหมือนเดิมหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่

การวิเคราะห์ SWOT ANALYSIS นั้น จะต้องวิเคราะห์อยู่บนพื้นฐาน 2 อย่าง คือ [/size]

1. BALK GROUD ของตัวผู้ประกอบการเองว่ามีประสบการณ์อย่างไร มีจุดแข็งอย่างไรในตัวของคุณเอง เช่น มีจุดเด่น ที่พูดคุย เป็นมิตรกับทุกคน หรือชอบทำงาน GRAPHIC ได้ดี และเด่นกว่าคนอื่น หรือ บุคคลิกดีสวยสะดุดตากว่าคนอื่น เป็นต้น

2. จุดเด่นจุดด้อยอันเกิดจากลักษณะของธุรกิจเอง โดยผมจะวิเคราะห์ ให้ดูอีกสักหนึ่ง CASE เพิ่มเป็นกรณีศึกษา

การวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT ANALYSIS) ตัวอย่างธุรกิจร้านงานด่วนในห้างสรรพสินค้า

  จุดเด่น จุดแข็ง

1. เป็นธุกิจที่ลงทุนไม่มากคืนทุนได้เร็ว
2. กำไร 300-1500% นับว่าสูงมาก
3. เรียนรู้ได้ง่ายไม่ซับซ้อนจนเกินไป แต่ผู้ประกอบการจะต้องชอบการทำงานกับคอมพิวเตอร์ ประเภทกราฟฟิก
4. จุดเด่นหลัก คือ ความเร็ว ลูกค้าสามารถรอรับได้เลย
5. ห้างสรรพสินค้ามีคนเดินมาก โอกาศได้งานมีสูง
6. เครื่องหนึ่งอย่างสามารถรับงานได้หลายประเภท ทำให้เกิดงาน ประยุกต์ หลากหลายขึ้น โดยลงทุนเท่าเดิม
7. มีโปรแกรมลิขสิทธิ์ให้ใช้ควบคู่กับเครือของเรา

 จุดอ่อน
1. ปัจจุบันมีความจริงจังเรื่องโปรแกรม ลิขสิทธ์มากขึ้น การใช้โปแกรมดีๆ แต่ไม่ถูกต้องตามลิขสิทธ์ บางครั้งอาจเกิดปัญหาการถูกจับละเมิดได้ เช่น CORELDORAW, PHOTOSHOP,WINDOW และโปรแกรมแท้ยังมีราคาสูงอยู่
2. เปิดร้านเริ่มต้นยังไม่มีลูกค้าประจำ จะต้องใช้กลยุทธมากขึ้น เช่น วิธีการโปรโมทร้านค้า,เว็บบอร์ด,โปรเตอร์ในลิฟท์,ใบปลิว เป็นต้น รอ 3-6 เดือน จะเริ่มมีลูกค้าประจำ ในช่วงเริ่มต้นต้องคิดหาวิธี ทำการตลาดเชิงรุก เข้าไปด้วย
3. ค่าเช่าสูง และต้องมีค่ามัดจำด้วย ทำให้ลงทุนมากขึ้น แก้ไขด้วยการ พูดคุยต่อรอง กับฝ่ายขายพื้นที่ หรือขอผ่อนผัน

 โอกาส

1. ไม่มีร้านค้าประเภทเดียวกันในห้างที่คุณจะตั้งอยู่ ร้านค้าคู่แข่งอยู่นอกห้าง ซึ่ง พฤติกรรมของคนในจังหวัดที่คุณอยู่นั้น คนชอบเดินเล่นในห้าง
2. ร้านค้าคู่แข่ง ไม่ได้บริหารงานด้วยตัวเจ้าของร้านเอง ร้านเก่า ทรุดโทรม ขาดความน่าเชื่อถือ จุดนี้ เราสามารถ แข่งขันได้ อย่างแน่นอน เป็นต้น
3. ราคาขายของร้านคู่แข่งสูงมาก และเจ้าของร้านไม่ค่อยรับแขก เพราะเปิดมานานแล้ว คิดว่ามีลูกค้าประจำ แต่ลูกค้าอาจหลุดมาร้านเราก็ได้
4. เราใช้เทคโนโลยีล่าสุดทำให้ง่ายต่อการแบ่งปัน คุณภาพดีกว่าแน่นอน และต้นทุนก็น่าจะต่ำกว่าด้วยเช่นกัน

 อุปสรรค
1. เป็นธุรกิจที่ลงทุนไม่มาก อาจมีคู่แข่งเกิดขึ้นภายหลังได้ ดังนั้นจึงต้องคิดให้ แตกต่างอยู่เสมอ
2. พื้นที่เช่าในห้างมีการแข่งขันสูง ทำให้หาพื้นที่สวยๆยากขึ้น หรือ อาจได้ในราคาสูงเกินไป